|
"""""เมื่อก่อนผมทราบว่าใครอายุห้าสิบ
ผมจะรู้สึกว่าเขาแก่เหลือเกิน แก่กว่าเรามาก และผมก็จะเรียกเขาว่าคุณลุง
..ผม คิดว่าอีกนานกว่าเราจะถึงวัยขนาดนั้น ..พอเขาเจ็บป่วย
เราก็นึกว่าคนแก่แล้วน่าสงสาร อีกนานกว่าเราจะเป็นอย่างนั้น แล้วผมก็ไม่คิดเรื่องความแก่
ความเจ็บ อีกเลย
......จนถึงวันนี้พอใครถามว่าอายุเท่าไร ผมนับไปนับมาได้ห้าสิบกว่าปี
นี่ผมอายุห้าสิบกว่าปีแล้วจริงหรือ ..ผมแก่แล้ว หรืออย่างไร ..ผมเหมือนกับคนที่เคยคิดว่าเขาแก่จังเข้าแล้วหรือ..
ผมแปลกใจมากครับ เพราะเวลาเหมือนผ่านไปไม่ นาน ในโลกนี้ผมยังจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
จำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไป เหตุการณ์ต่างๆผมมีความรู้สึกสัมผัสได้ เหมือนว่าเพิ่งผ่านไปหยกๆเร็วๆนี้เอง
..แล้วทำไมคนทั้งหลายเกือบทั้งโลก ไม่ว่าจะไปที่ไหน เขาก็เรียกผมว่าลุง
บางคนก็ ให้เกียรติยกมือไหว้ ..ไหว้ผมทำไม ..ผมยังไม่รู้ตัวว่าแก่เลยนี่ครับ
.. ผมยังไม่เคยเจ็บ ไม่เคยป่วย ไม่เคยปวดเมื่อย ไม่เคย เป็นอะไรเลย ยังมีความรัก
มีหูตาแพรวพราวเหมือนเช่นที่ผ่านมา ยังกระฉับกระเฉง ไม่เคยปวดตรงไหน ไม่เคยหน้ามืด
ไม่เคยลุกขึ้นเร็วๆแล้วเวียนศีรษะ ไม่เคยบ้านหมุน ไม่เคยจำอะไรไม่ได้ ไม่เคยกินอะไรไม่ลง
..แล้วทำไมว่าผมแก่.
.....แต่มันก็แปลกนะครับ ทำไมนับวันสถานที่ต่างๆก็เปลี่ยนไป
..ผู้คนที่เคยพบในชีวิตก็ล้มหายตายจากไป ..บางคนไม่ ได้พบกันเดี๋ยวเดียวเพราะต่างก็งานยุ่ง
มาพบกันเขาบอกว่าเราห่างกันไปเป็นสิบปีแล้ว ..ผมว่ามันเหมือนเมื่อเร็วๆนี้เอง.
....ผมยังคงเป็นตุลชัย เด็กหนุ่มของตัวเองคนเดิม
ยังคิดว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกหลายสิบปี ไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่สักนิดเดียว แต่กลับมีเรื่องเล่า
มีความคิดความเห็นมากขึ้น แล้วก็แปลก เดี๋ยวนี้พูดอะไรออกมา มีคนตั้งใจฟัง
คนหน้าแก่ๆที่รู้จักก็ ฟัง แล้วบอกว่า "ผมเชื่อความเห็นของพ"ี่
...แน่ะ..เรียกเราพี่เข้าให้อีก ผมเลยไม่กล้ามองหน้าตัวเองในกระจก กลัวจะเห็นว่าแก่กว่าเขา
. สรุปแล้วรวมๆ หลายๆคนที่เคยได้ฟังผมเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็ยุให้เขียนบันทึกเก็บไว้บ้าง
เดี๋ยวคราวหลังเล่าให้ใครฟังได้ไม่ละเอียดเท่านี้ ..เดี๋ยวจะลืม หรือเลือนหายไปตามสายลม
.......ผมมาคิดดูก็อยากเขียนเก็บไว้บ้างเหมือนกัน
เคลิ้มๆไป ว่าเราก็ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องบ้าๆบอๆมาเยอะ มีประสบการณ์ทุกด้านควรเผยแพร่ให้คนอื่นเขารู้บ้าง
..คิดดูแล้ว กันครับ เรื่องธรรมดารู้ๆกันอยู่แท้ๆ หลายคนฟังแล้วชอบใจ บอกไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
อยากให้เล่าซ้ำอีก อยากให้เขียนหนังสือวางขายตามท้องตลาดไป นั่น ...ผมก็ปฏิเสธตลอดมา
เพราะเรื่องเล่าในชีวิตมันเยอะเหลือเกิน ไม่รู้ จะเริ่มต้นเล่าตรงไหน ชีวิตวัยเด็กมันก็เห็นธรรมชาติของบ้านนอกมามาก
เห็นเรื่องสนุกของทหารหน่วยรบในสมัยก่อน เพราะอยู่ในครอบครัวของคุณพ่อซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารที่ป่าหวาย
แล้วยุคนั้นมันสนุกทุกเรื่อง ตั้งแต่การฝึกโดดร่ม การสังสรรค์ดูฟอร์โชว์
ระบำโป๊ การรบที่ดุเดือดยุคสงคราม ...พอมีความรัก ก็รักหลายคนและมีเมียหลายคน
กว่าจะจีบ ได้แต่ละคนน้ำตานองเหมือนนิยายรักน้ำเน่ายังไงยังงั้น มีประวัติสนุกน่าเล่าทุกคน
เรื่องกามารมย์ก็สนุก แอบเที่ยวซ่อง คนเดียวตั้งแต่หนุ่ม ..มีกิ๊กทุกรูปแบบ
สะสมรูปโป๊หนังโป๊ยุคนั้นถึงยุคนี้ไว้เต็มตู้....พอมาเรียนหนังสือก็อยู่มหาวิทยาลัย
เอกชนยุคต้นๆมี เรื่องเล่าน่าสนใจอีก...มาทำงานที่ช่องห้า ก็อยู่ในยุคทีวียังเป็นขาวดำ
เป็นผู้กำกับเวที ยืนข้างกล้อง เห็นคนทำงานหน้าจออย่างใกล้ชิด เห็นเรื่องตลก
เปิ่น เชย ขบขัน มากมาย ปัจจุบันก็ยังเป็นผู้กำกับเวทียุคใหม่ ่ในสถานีทีวีที่ใช้
เครื่องมือทันสมัยที่สุดของประเทศ ..สามสิบปีในวงการโทรทัศน์เห็นอะไรมากมายเล่ากันไม่รู้กี่เล่มจบ
..และช่วงหนึ่ง ของชีวิต เคยเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ต่างประเทศอยู่สามปี นำทัวร์ไปออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์ อังกฤษ สก็อตแลนด์ บาหลี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส มาเลเซีย เกาหลี สวีเดน
..รับลูกทัวร์ที่อายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป สนุกมาก ก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะอีก
.. ที่น่าสนใจคือเป็นพิธีกรทีวี แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาทุกรูปแบบ หลายสิบรายการ
เป็นนักจัดรายการวาไรตี้สดๆกลางวัน รายการแรกของเมืองไทย ฝ่าอุปสรรคสารพัด
ปัจจุบันก็ยังเป็นนักจัดรายการ ประเภทรายการเกษตรอยู่ มีประสบการณ์เดินทางไปในพื้นที่ทั่วประเทศไทย
ทั้งในทุ่งนา ป่า เขา ทะเล คุยกับเกษตรกร ลูกทุ่งตัวจริง เพื่อออกทีวีหลายร้อยเรื่องนานกว่าแปดปีแล้ว.
.......ผมอยากเขียนหนังสือออกขายกับเขามั่ง
..แต่ท่านคงหนักใจเหมือนผม ว่าประสบการณ์มันเยอะ และมีเรื่องราวสนุก มากเหลือเกิน
ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนเรื่องอะไรก่อนดี พอนึกอยากจะเขียนเรื่องแนวนั้น ..ความคิดก็พร่างพรู
ทะลักล้น ไอ้นั่นก็อยากเล่า ไอ้นี่ก็อยากบอก ไอ้นู่นก็อยากเขียนลงไปด้วย
...งงครับ.....เลยว่าจะไม่เขียนมันซักเรื่อง ใครอยากรู้เรื่องอะไร
ก็มาถามก็แล้วกัน ทุกวันนี้ก็เลยไปอยู่ที่ไหน จะมีเพื่อนๆมานั่งล้อมวงให้คุยเรื่องโน้น
ให้เล่าเรื่องนี้ ทั้งธรรมะของชีวิต และเรื่องสัปดน ก็ยังต้องเล่าอยู่ทุกวัน
เคยบอกกับคุณแม่ว่า "ถ้าตุลตายลงไปวันใด แม่ไม่ต้อง ร้องไห้เสียใจนะ
ไม่ต้องเสียดาย ไม่ต้องสง สาร เพราะชีวิตนี้ใช้คุ้มหมดทุกด้านแล้ว ชีวิตที่เหลือก็ทำเพื่อคนอื่น
เพื่อเป็นความสนุกของชีวิต ไม่ต้องเศร้าแทนนะ" แม่ก็หัวเราะบอกเออ..สงสัยจะจริง
แต่ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องในชีวิตให้คุณแม่ฟังหมด เพราะกลัวแม่จะรับไม่ได้และจะไม่ยอมรับเป็นลูก
แล้ว ผมก็ไม่เล่าให้เมียและลูกฟังหมดเพราะกลัวเขาหอบผ้าหนี ไม่ยอมอยู่กับผู้ชายแบบนี้
..แต่สำหรับเพื่อน ผมเล่าหมดทุกเรื่อง แต่ละเรื่องฮากันขี้แตกขี้แตน เรื่องที่เล่ามันไม่น่าเป็นไปได้
แต่ทุกเรื่องก็เป็นไปแล้วหมด มีพยานเป็นตัวเป็นตน ประกอบการเล่าได้ทุกเรื่อง
.........ใครคนนึงนึกไม่ออกเคยบอกว่า...."
เรื่องที่ตุลเล่าเหมือนเรื่องตลก แต่มันเป็นจริงหมดว่ะ" ผมก็นึกว่านั่นสิครับ
ชีวิตนี้ผมเจอแต่เรื่องจริงที่เหมือนเรื่องตลกหมด ผมเลยไม่เครียด และคิดว่าคนเราเกิดมาชาติเดียว
จะอะไรกันนักหนา เกิดมาไม่นานก็ตาย ตายแล้วก็เลือนหายไปกับสายลมทุกคน ไม่มีใครจำเรื่องใครได้
ไม่มีใครร่ำลือ กันถึงความดัง ของใครไม่รู้จบ อีกไม่นานทุกคนก็จะถูกลืมไปจากโลกนี้
..แล้วจะปิดบังกันทำไม อยากเล่าอะไรก็เล่า ถ้าเรานับถือตัวเอง เราต้องไม่อาย
ที่จะเอาสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป มาเปิดเผย เผื่อเป็นข้อคิด
หรือเป็นประ โยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ผมไม่สนใจว่าใครรู้จักผมในแง่ต่างๆแล้วจะเกลียดผม
หรือรักผม เพราะผมก็คือคนคนนี้ คือตุลชัย ตุลชัยคนเดิม ของตัวเอง ใครรักก็ขอบคุณ
ใครไม่รักก็ทางใครทางมัน ผมก็เป็นของผมอย่างนี้
.......เพื่อนๆแนะนำว่าผมมีเว็บไซด์ของตัวเอง
..ทำไมไม่ให้รางวัลอะไรแก่แฟนเว็บไซด์ที่เขาอุตส่าห์เข้ามาดูล่ะ ให้ผมเล่าเรื่องราวที่อยากเล่าทีละเรื่อง
ในรูปแบบบันทึกรายวันก็แล้วกัน เพราะหากมีเรื่องอะไรที่เจอคล้ายกับเรื่องที่น่า
เล่าในอดีตจะได้แวะเล่าให้อ่านได้ ..บันทึกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีเรื่องเล่าได้ครบไปเอง
..ผมก็จะลองดูนะครับ คิดไปเขียน ไป สดๆ ไม่ได้เขียนร่างไว้ก่อน หากอ่านแล้วไม่ชอบใจอย่างไรก็ติติงมาได้
ผมถือว่าแฟนเว็บไซด์คือคนที่ให้เกียรติ สนใจรายการ "คนเกษตรสร้างชาติ"
ของผมจริง เรื่องเล่าของชีวิตผมก็คงไม่ดูขี้โอ่ขี้คุยยัดเยียดนัก เพราะผมเล่าให้คนที่
รักและเอ็นดูผมอย่างท่านที่กำลังอ่านนี่เท่านั้นแหละ ...คงเข้าใจนะครับ.
........วันที่ 13 กันยายน 2548 นี้ จะเป็นวันเกิดครบ
52 ปีของผม ..ผมตั้งใจจะเริ่มบันทึกประจำวัน ทุกวัน เป็นการเริ่มต้น ในเว็บไซด์นี้
..เล่าเรื่องจริงที่พบเห็นทั้งหมดไม่ปิดบัง อาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ต้องเล่า
จึงถือว่าเป็นเรื่องความลับที่ผมกับท่านรู้กัน ..อย่าไปเล่าให้ใครฟังต่อนะครับ
..บางเรื่องกรุณาอายแทนผมด้วย.
รู้จักกับคุณลุงเกษตรลูกทุ่ง
(ฉบับย่อ)
"""""".พ่อจบนิติศาสตร์
จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ...แม่จบอักษรศาสตร์
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ..เลือดร้อนทั้งคู่ แต่งงานกัน ปีกว่า มีคุณลุงเกษตรลูกทุ่งเสร็จ
ก็โบกมือบ๊ายบาย ทางใครทางมัน แล้วแม่ก็ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย หลายปี
..คุณลุงเกษตรลูกทุ่งก็อยู่แถวถนนพระ อาทิตย์กับคุณน้าและคุณยาย
...พอแม่กลับมาไม่นานก็แต่งงานกับนายทหารหนุ่ม ผบ.หน่วยรบ แล้วย้ายไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูที่ลพบุรี
คุณลุงเกษตรก็ย้ายไปอยู่กับคุณป้าซึ่งเป็นครูภาษาไทยดุๆ ที่สิงห์บุรี ...ย้ายโรงเรียนบ่อยที่สุด
จนมาจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล้วยน้ำไท สมัยนั้น
......เลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เพราะต้องการหนีคำนวน
ไม่นึกเลยว่าต่อมา จะได้พบกับคุณจำนรรค์ ศิริตัน ..และมีโอกาสเข้าวงการทีวี
ได้เล่นละคร ได้เล่นหนังทีวี ได้พากย์หนัง ได้เป็นพิธีกร ได้ความรู้อะไรต่ออะไรมากมายจนกระทั่งได้ทำงานเป็นผู้กำกับเวที
ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่องห้า ในปี พ.ศ. 2516 ...ชีวิตตอนนั้นสนุกมาก
เพื่อนดี นายดี ได้จัดรายการทีวีเป็๋นของตัวเอง ได้เป็นพิธีกรรับจ้างทุกรูปแบบ
อยู่ช่องห้าสิบกว่าปี ก็ลาออกมาตั้งบริษัททัวร์ต่างประเทศ ทำทัวร์อยู่สี่ปี
กำลังรุ่งๆ แต่เหงาเหลือเกิน ไม่มีเพื่อนเหมือนเคย ทนไม่ไหว ชีวิตมันไม่เคยขาดเพื่อนสัปโดกสัปดน
เลยเลิกทัวร์แล้วมาทำงานเป็น ผู้กำกับเวทีที่สถานีโทรทัศน์เปิดใหม่คือไอทีวี
จนบัดนี้เกือบครบสิบปีแล้ว มีความสุขมากขึ้นอีก เพราะเพื่อนดี นายดี งานสนุก
แถมยังเป็นพิธีกรรับจ้างอีก 2 รายการ คือ คนเกษตรสร้างชาติ กับโชว์ชิงแชมป์
..ยิ่งเข้าทางใหญ่ คิดว่าไม่อยากแก่ตายแล้ว
เพราะชีวิตนี้ดีเหลือเกิน อะไรสนุกๆกำลังจะเกิดขึ้นอีกมากมาย ต้องฝืนสังขารรอรับความเจริญกับคนอื่นให้ได้
...ยังไงยังไงก็ไม่ยอมตายง่ายๆหรอก.
.....
 |
ลุงเกษตรตอนเด็ก
..ถ่ายภาพกับคุณแม่ หลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษา ที่ได้ชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาวิชาอักษรศาสตร์เพิ่มเติมที่ประเทศออสเตร
เลีย ..ตอนเด็กๆอยู่กับคุณยาย และคุณน้า พอคุณแม่กลับมาก็เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา
อยู่กับคุณแม่ไม่นาน ท่านก็แต่งงานกับนายทหารหนุ่มใจดี แล้วย้ายตาม กันไปอยู่ที่ลพบุรี
...ลุงเกษตรก็เพลิดเพลินสบายกับคุณน้าและน้าเขยซึ่ง ออกจะร่ำรวยเพราะเป็นทหารคนสนิทของจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ คุณน้าสงสาร ตามใจทุกอย่าง. |
 |
พลโทเอนก บุนยถี
ผู้บัญชาการกองรบพิเศษพลร่มป่าหวาย
ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (จนวันเกษียร)
สมญานาม " บิดาแห่งพลร่มไทย"
คุณพ่อใหม่ใจดี
ผู้มีน้ำใจเสมือนพระ ไม่เคยดุ ไม่เคยตำหนิ อยากได้อะไรก็ให้ทุกอย่าง
เพราะท่านไม่มีลูกกับคุณแม่
และยังพักอยู่ด้วยกันจนถึงเดี๋ยวนี้
ที่จริงคุณพ่อจริงๆของคุณลุงเกษตรลูกทุ่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ
ในศาลฎีกา บัดนี้ถึงแก่กรรมไปแล้ว
|
 |
พี่หน่อย หรือคุณจำนรรค์
ศิริตัน
ผู้ชักนำคุณลุงเกษตรลูกทุ่งให้เข้าสู่วงการโทรทัศน์
ให้กำลังใจ สอนหลักการดำเนินชีวิต
แนะนำการปฏิบัติตัวในสังคม
ซึ่งอุดมการณ์และคำสอนของท่าน คุณลุงเกษตรก็ยังนำมาเป็น หลักของชีวิตอยู่ทุกวัน
ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าของบริษัทเจ.เอส.แอล.
ที่ยิ่งใหญ่
|
|
|

นวลจันทร์
เพื่อนชีวิตของคุณลุงเกษตรลูกทุ่งมา
30 ปี
เงียบ ไม่พูด ยิ้มเก่ง ไม่ถาม ไม่งอน ไม่บ่น ไม่ออกสังคม
ปัจจุบันยังคงทำงานฝ่ายโฆษณา บริษัทเจ.เอส.แอล
|
|
|

มะตอย
และ มะตูม ลูกชายทั้งสองคนของคุณลุง
มะตูมเรียนครูปฐมวัย
ส่วนมะตอย
ทำงานด้านโทรทัศน์
|
|
|
เพื่อนที่สนิทเก่าแก่ในวงการทีวี
พบกันที่ไหนก็กอดกันทุกครั้ง
ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้
คนขวาเป็นหุ้นส่วนไอทีวี เป็นเจ้านาย
คนซ้ายเป็นพนักงาน
เป็นลูกน้อง.
แต่ลับหลังคน ...ก็จริงใจกันอย่างที่เห็นในภาพ
|
|
|
บริพันธ์ ชัยภูมิ
พิธีกรรายการทีวีชื่อดังสนิทสนมกันนานแสนนาน
เดี๋ยวนี้ก็ยังช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ตอนนั้นลุงเกษตรจัดรายการสดตอนบ่ายที่ช่องห้า
นกน้อยก็ยังอุตส่าห์มาร้องเพลงให้
ภาพนี้ ..เกือบยี่สิบปีแล้วครับ
|
|
|
ตอนปิดเทอมไปอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ที่ค่ายป่าหวาย
วิ่งเล่น เลียนแบบนักโดดร่ม
ที่เห็นเขาฝึกกันทุกวัน
|
|
|
เพื่อนรักตัวน้อย
เพราะเป็นลูกคนเดียว
จึงไม่มีเพื่อนเล่นในบ้าน
สิ่งที่มาทดแทน
ขาดไม่ได้คือ ..สัตว์เลี้ยง
ที่เห็นในภาพคือกำลังอุ้มสัตว์เลี้ยงที่หน้าตาเหมือนน้องมากที่สุด
|

ตอนเด็ก
ชื่นชมมิตร ชัยบัญชาอย่างหนัก อาจถึงขั้นยิ่งกว่าแฟนพันธ์แท้สมัยนี้
คิดดูแล้วกัน ขนาดได้ ส.ค.ส.จากมิตร ก็มาทำเลียนแบบส่งให้ใครต่อใครบ้าง
เห็นมิตรไปถ่ายหนังจีนกำลังภายใน ก็มาแต่งตัวถ่ายรูปบ้าง ทราบว่ามีม้าพเนจรอยู่แถวซอยภาณุรังษี
เป็นของมิตรที่ เคยถ่ายหนังแล้วทิ้งไว้ ก็ขอให้รถทหารไปอุ้ม มาเลี้ยงบ้าง.
|
|
|
|
สมัยก่อน ถึงช่วงเบรคโฆษณา
ก็จะมีการตั้งสินค้าหรือแปะภาพ สินค้า พูดโฆษณาสดๆ ในห้องส่งทีวี .
คุณลุงเกษตรลูกทุ่ง
ก็เคยเป็นนักประกาศโฆษณาสดๆ ครั้งหนึ่งใน ชีวิตกับเขาเหมือนกัน
|
 |
คุณไตรภพ มักจะให้เกียรติกล่าวคำชื่นชมคุณลุงเกษตรลูกทุ่งเสมอ
ซึ่งนำความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่คนเก่งระดับชาติกล่าวถึง
ทุกครั้งคุณลุงจะนำหนังสือที่ถูกกล่าวถึง
มาขยายใหญ่และใส่กรอบ เพื่อเป็นที่ระลึกให้มองเห็นอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่คิดว่าเป็นพิธีกรแก่
หมดกำลังใจก็จะเห็นภาพนี้ แล้วมีเรี่ยวแรงสู้ต่อไป ไฟจะเกิดระยิบระยับเหมือนเริ่มงานใหม่
|
|
|
สองคนนี่ก็กำลังใจเหมือนกัน
|
|
|
ละครทีวีเกมรัก
แสดงสด ททบ.5
แสดงเป็นพระเอก
คู่กับพี่สุดา บุลสุข เป็นเรื่องที่รับบทหนักมาก เพราะต้องแก้ปัญหาในการมีภรรยา
2 คน สุดท้ายก็ตามฟอร์มคือเหลือภรรยาคนเดียวนั่นเอง.
|
|
|
แสดงภาพยนต์
16 ม.ม. ทางทีวีเรื่องแรกคือ ลูกกรอก
เล่นเป็นผู้ร้าย
ปลอมตัวเป็นกระเทย เข้ามาเป็นคนใช้ในบ้านคน รวย พอเผลอ ก็ปล้ำข่มขืนลูกสาวเจ้าของบ้าน
แล้วแบล็กเมลล์ ขู่เอาเงิน บ้านนั้นบังเอิญมีผีลูกกรอก เลยถูกลูกกรอกบีบคอตาย
เป็นภาพยนต์ที่สร้างโดยรัชฟิล์มทีวี ..ออกอากาศทาง ททบ.5 สัปดาห์ละครั้ง
นานถึงหนึ่งปี รวม 54 ตอน.... ตอนละ
1 ชั่วโมง ได้รับความนิยมมาก
|
|
|
พากย์หนังศาสนา
กับสื่อมวลชนแบ็บตีสต์
ในภาพคือทีมพากย์
ซึ่งนิสัยดีน่ารักทุกคน คุณลุงเกษตรเป็นคน เดียวที่ไม่ใช่คริสเตียน
แต่ประทับใจในคนศาสนานี้อย่างมาก
ได้รับคำแนะนำที่ดี จนต่อมาได้พากย์หนังทีวีหลายเรื่อง เช่น ทาร์ซาน
ไอ้มดแดง และลูกกรอกที่นำกลับมาฉายครั้งที่สอง.
|
|
|
ทำทัวร์ออสเตรเลียอยู่หลายปี
เพราะเป็นคนรักการท่องเที่ยว
ชอบถ่ายรูป ชอบบริการ และมีรายการที่ต้องถ่ายทำในต่างประเทศ ทำให้ต้องทำทัวร์
ในภาพที่เห็นคือคุณแม่ท่านหนึ่งเป็นลูกทัวร์ไปชมปะการัง เกรท แบริเออ
รีฟท์ ที่กลางมหาสมุทร ของประเทศออสเตรเลีย
|
|
|
พักผ่อนบ้านเพื่อนที่สก็อตแลนด์
ประเทศสก็อตแลนด์
เป็นแห่งหนึ่งที่คุณลุงเกษตรชอบมาก เพราะเมืองสวย สงบ น่ารัก บ้านของเพื่อนคือโรงแรมใหญ่ที่อยู่ริม
แม่น้ำ DEES สายน้ำใส สีฟ้าสด ไหลแรง
หลังบ้านมีทุ่งหญ้า อากาศดีมาก
|
|